Modbar : Break The Barrier

ร้านกาแฟแบบ Specialty Coffee เป็นร้านกาแฟที่เน้นการสื่อสารระหว่าง Barista และลูกค้า

แต่ลักษณะเครื่องชงโดยทั่วไปที่มีขนาดใหญ่ทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้ยากขึ้น ดังนั้นจึงมีการออกแบบเพื่อลดขนาดของเครื่องชง และเพิ่มโอกาสการสื่อสารให้มากขึ้น หนึ่งในเครื่องชงที่ออกแบบมาแบบนี้ก็คือ

Modbar

Modbar ก่อตั้งโดย Corey Waldron และ Aric Forbing สองเพื่อนสนิทที่เห็นปัญหาด้านการสื่อสารระหว่าง Barista และ ลูกค้าโดยเฉพาะในร้านกาแฟที่ต้องการการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ

ทั้งคู่จึงได้เริ่มพัฒนาเครื่องชงกาแฟที่นำ Boiler ไปไว้ด้านล่างของเคาเตอร์ทำให้มีพื้นที่ด้านบนมากขึ้นโดยเครื่องชงที่ถูกพัฒนามีชื่อว่า JetSteam Ai-1 ซึ่งเปิดตัว Prototype ในปี 2007 หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของ JetSteam Ai-1 นั้นก็เป็นเพราะว่าเครื่องชงตัวนี้ไม่เคยมีโอกาสได้ออกสู่ตลาด

แต่ Jet Steam Ai -1 ได้กลายเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนา Modbar

Modbar เกิดจากการพัฒนาของ Corey Waldron  และ Aric Forbin ร่วมกับบริษัท La Mazocco และ Marco Beverage System เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013

Design 

Modbar ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดแบบ Modularity เพื่อให้สามารถติดตั้งเครื่องในตำแหน่งที่อิสระมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น Modbar จึงประกอบไปด้วย Module ทั้งหมดสามแบบด้วยกัน ซึ่งทุก Module จะประกอบไปด้วยสองส่วนด้วยกันคือส่วนที่เป็น Boiler ที่อยู่ใต้เคาเตอร์ และที่เป็น Tap ที่อยู่เหนือเคาเตอร์

Boiler-Module

Boiler ใต้เคาเตอร์

Module ทั้งสามแบบสามารถแบ่งออกได้เป็น 

Espresso Module, Steam Module, และ Pour – Over Module

Espresso Module

Espresso Module

Tab Module สำหรับ Espresso Module ประกอบด้วย heating Element ที่ตรงหัว Group มีจอที่คอยแสดงสถานะและเวลาพรัอม กับก้านโยกที่สามารถปรับได้สามระดับ

Modbar-Lever

ส่วน Module ใต้เคาเตอร์ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัส และ Joystick สำหรับควบคุม

Modbar LayoutModbar Menu

ภายในมี Boiler ขนาด 1.2 ลิตร จำนวน 2 หม้อต้ม สามารถตั้งอุณหภูมิได้ละเอียด (ปรับได้ละเอียดสุด 0.1 องศาเซลเซียส)

Modbar BoilerModbar มีรูปแบบการชงให้เลือกสองโหมดด้วยกันคือ โหมด Auto และโหมด Manual

โหมด Auto

Modbar-Auto

เมื่อเลื่อนต่ำแหน่งของคันโยกจากต่ำแหน่งที่ 1 มายังตำแหน่งที่ 3 เครื่องก็จะทำงานโดยเข้าสู่โหมด Auto

สามารถตั้ง Profile ได้ดังต่อไปนี้

Modbar-Auto-setting

  • Max Pressure (MP) หรือแรงดันสูงสุด
  • End Pressure (EndP) หรือแรงดันสุดท้ายก่อนปั้มหยุดทำงาน

โดยการทำงานของปั้มจะเป็นไปตามกราฟด้านล่าง

  • T0 คือช่วงเวลาที่ใช้ Line Pressure หรือแรงดังจากหม้อต้ม ปั้มไม่ทำงาน
  • T1 คือช่วงเวลาที่เครื่องทำงานจาก Line Pressure ไปจนถึง Max Pressure
  • T2 คือช่วงเวลาที่ใช้ระหว่าง Max Pressure
  • T3 คือช่วงเวลาที่ใช้ระหว่าง Max Pressure ลดลงมาจนถึง End Pressure 
  • T4 คือช่วงเวลาของ Line Pressure หลังจากปั้มหยุดทำงาน

โดยในแต่ละช่วงเวลาผู้ใช้สามารถตั้งระยะเวลาที่ให้อยู่ในช่วงต่างๆได้ เช่น T0 10 วินาที T1 วินาที T2 5 วินาที T3 10 วินาที และ T4 2 วินาทีเป็นต้น ทำให้สามารถเลียนแบบการทำงานของเครื่องหลายๆชนิดได้เช่นเครื่องแบบคันโยกที่มีแรงดันในช่วงแรกมาก แต่แรงดันจะลดลงไปเรื่อยๆ นอกจากการปรับแรงดันตามต้องการแล้วผู้ใช้ยังสามารถตั้งปริมาณน้ำที่ต้องการได้

สำหรับโหมด Auto เครื่องสามารถเก็บ Profile ได้ทั้งหมด 7 Profile ด้วยกัน

Modbar-Profile-Menu

โหมด Manual

Modbar-manual

เมื่อเลื่อนคันโยกจากตำแหน่งที่ 1 มาค้างไว้ตำแหน่งที่ 2 เป็นเวลา 2 วินาที เครื่องจะเข้าสู่โหมด Manual 

สำหรับโหมด Manual ผู้ใช้สามารถตั้ง Max Pressure (Mp) และ Manual End Pressure (MEp)

เมื่อเครื่องเข้าสู่โหมด Manual ถ้าคันโยกอยู่ในตำแหน่งที่ 2 เครื่องจะทำงานโดยใช้ Line Pressure หรือแรงดันจากหม้อต้มและเมื่อผลักคันโยกมาตำแหน่งที่ 3 เครื่องจะทำงานด้วย Max Pressure (Mp) และเมื่อโยกคันโยกกลับมาที่ตำแหน่งที่ 2 เครื่องจะทำงานด้วย Manual End Pressure (MEp) และหยุดการทำงานเมื่อคันโยกกลับมาสู่ตำแหน่งที่ 1 

นอกเหนือจากโหมด Auto และ Manual แล้ว Modbar ยังได้ถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อความสะอาดด้วยด้วยโหมด Rinse และโหมด Clean

โหมด Rinse 

เมื่อขยับคันโยกจากตำแหน่งที่ 1 มายังตำแหน่งที่ 2 และขยับกลับไปยังตำแหน่งที่ 1 ทันที เครื่องจะทำงานโดยปล่อยน้ำออกมาเป็นเวลา 4 วินาที

โหมด Clean

Modbar-Clean

สามารถเข้าสู่โหมด Clean ได้โดยขยับคันโยกจากตำแหน่งที่ 1 มายังตำแหน่งที่ 2  และขยับกลับไปยังตำแหน่งที่ 1 ทันทีเป็นเวลา 4 ครั้งติดต่อกัน เครื่องก็จะเข้าสู่โหมด Cleaning เป็นระยะเวลา 99 วินาที ทำให้สามารถทำ ​Backflush หรือ ล้างเครื่องประจำวันได้

สรุป 

Modbar เป็นเครื่องชง Espresso ที่มีการออกแบบที่ค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถปรับอุณหภูมิ และแรงดันได้หลากหลายทำให้ Barista สามารถปรับปัจจัยต่างๆให้เหมาะกับกาแฟที่ตัวเองใช้ได้อย่างดี รวมทั้งยังมีโหมด Rinse และ Clean ที่ใช้งานง่ายทำให้เพิ่มความเร็วในการระหว่างชงกาแฟ ทำให้สามารถพูดคุยกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

อ่านเกี่ยวกับ Pour-Over Module และ Steam Module ได้ในบทความต่อไป

ขอขอบคุณ NANA Coffee Roaster

สำหรับการเอื้อเฟื้อเครื่องชง

NANA-coffee-roaster

Reference

Support Modbar

Sprudge.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *